เรื่องราวจากบ้านทุ่งปลายคลอง
posted on 12 Nov 2009 23:20 by dreamline
คราวนี้ผมขอพักเรื่องสิงสาราสัตว์ พาไปเยือนสถานที่แห่งหนึ่งนะครับ
ปกติผมต้องผจญภัยเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพสัปดาห์ละ 5 วัน (บางครั้งก็ 6 วัน ถ้างานไม่เสร็จ) พอถึงระยะหนึ่ง ผมจะเกิดเป็นโรคเบื่อกรุงขึ้นมา อาการของมันประมาณว่า เอียนสิ่งก่อสร้างสี่เหลี่ยมสีเทาๆ เบื่อการเดินกระแทกไหล่มนุษย์เงินเดือน ไม่อยากฟังเสียงอัตโนมัติซ้ำๆ ว่า “next station” เมื่อยที่จะต้องชายตามองสาวออฟฟิศ อยากอ้วกเมื่อต้องคิดๆๆๆ จนสมองทำงานราวกับเครื่องจักร หรือขี้เกียจนั่งหลังแข็งเป็นเหล็กขึ้นสนิมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เมื่ออาการหนักๆ ผมจึงต้องหาที่ที่ช่วยถอนอาการเหล่านี้บ้าง
วันอาทิตย์ไหนที่ว่าง หรือมีโอกาสเหมาะ ผมจะไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก ขับรถเพียง 40 นาทีจากย่านงามวงศ์วาน ไปตามถนนวงแหวนตะวันตก มุ่งไปทางบางปะอิน เมื่อเข้าสู่เขต อ.สามโคก ปทุมธานี พบสะพานข้ามคลองที่ชื่อเก๋ๆ ว่า คลองควาย ผมก็หักรถเลี้ยวเข้าสู่ถนนลาดยางสายเล็กๆ
ยิ่งห่างจากถนนสายหลักลึกเข้าไปเรื่อยๆ โลกอีกใบหนึ่งจะเผยโฉมหน้าตัวเองออกมามากขึ้น มันคือโลกที่มีทุ่งนา กองฟาง ชาวนา คนผูกผ้าขาวม้า คนที่มีคำว่าทิดนำหน้าชื่อ ฝูงวัว เป็ดไล่ทุ่ง แปลงผัก ต้นหว้า ต้นกระถิน ต้นมะขามเทศ นกยาง นกกระปูด นกกระจาบ รถไถ ข่ายดักปลา หุ่นไล่กา ฯลฯ และเมื่อได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้ โรคเบื่อกรุงของผมก็ค่อยๆ กระเด็นร่วงหล่นไปตามถนน...
ประมาณ 5 กิโลเมตร ถนนก็ตัดผ่านทุ่งนากว้าง สุดแนวทุ่งนา มีแนวต้นไม้เขียวชอุ่มขึ้นขวางราวกับกำแพง ถนนตัดทะลุเข้าไปยังกำแพงต้นไม้นั้น ยังสถานที่ที่ชื่อว่า “บ้านทุ่งปลายคลอง” ผมเลี้ยวรถเข้าไป ปิดเพลง ปิดแอร์ ดับเครื่อง และเปิดประตูลงมาสัมผัสกับกลิ่นและเสียงของธรรมชาติ
ผมก็ไม่แน่ใจนักว่าจะเรียกที่นี่ว่าอะไร แต่ที่รู้ก็คือสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่ผมต้องใช้สมองขบคิด ไม่ต้องแข่งขัน ไม่ต้องคำนึงถึงเวลา ผมมาที่นี่เพียงเพื่อนั่ง นอน เดินชมสิ่งต่างๆ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้คงดูไร้สาระในเมืองใหญ่ แต่ผมสามารถทำกับต้นไม้ สระน้ำ ท้องนา หรือสัตว์ต่างๆ ได้โดยไม่ต้องกังวลว่ามันจะมาดุด่าว่ากล่าว
ปกติผมเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเวลามาก (จากการปลูกฝังโดยเจ้านาย) แม้แต่วันหยุด จนรู้สึกว่าบางครั้งการนอนกลางวัน การดูดีวีดีหนังตลกสักเรื่อง หรือการไปดื่มเบียร์กับเพื่อนในยามค่ำ เป็นการเสียเวลาโดยใช้เหตุ ผมเลยต้องพยายามทำหรือคิดอะไรอยู่ตลอด แต่เมื่อมาที่นี่ ผมกลับสบายใจที่จะนั่งดูต้นข้าวพลิ้วไปตามลม หรือนอนบนแคร่เหม่อมองดูท้องฟ้า อาจเป็นเพราะเสียงนก เสียงใบไม้ และลมเย็นๆ คอยกระซิบให้ผมใจเย็นก็ได้
บ้านทุ่งปลายคลองแห่งนี้เป็นของลุงตุ้ม ชายวัย 63 ปี ที่หันหลังจากความวุ่นวายของสังคม เดินทางผ่านถนนลูกรังมาสร้างบ้านกลางทุ่งนาปลายคลองควาย แกใช้เวลาสัปดาห์ละ 3 วันอยู่ที่บ้านทุ่งปลายคลอง มานานกว่า 16 ปีแล้ว ถ้าไม่นับค่าน้ำมันกับค่าน้ำค่าไฟละก็ นับว่าลุงตุ้มแทบจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย ในที่ที่เต็มไปด้วยการใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติอย่างพอเพียงเช่นนี้
ลุงตุ้มไม่ใช่คนจากเมืองกรุงที่มาสร้างบ้านในชนบทโดยไม่สนใจวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ แกเรียนรู้และให้หลายสิ่งหลายอย่างกับชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านนับถือและให้หลายสิ่งหลายอย่างกับแกเช่นกัน
ชาวบ้านคลองควายผู้มีน้ำใจงามยิ่งกว่านางงามเหล่านี้ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก คลอง 2 สาย ได้แก่คลองควายและคลองพระอุดมที่ไหลแยกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้บริเวณนี้มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ นาแถวนี้นับว่าให้ผลผลิตดีมาก สามารถทำได้ปีละ 2-3 ครั้งอย่างสม่ำเสมอ
ลำคลองและแหล่งน้ำต่างๆ แถวนี้ก็มีปลาอุดมสมบูรณ์มาก ทั้งปลาช่อน ปลาดุก ปลานิล ปลาหมอ รวมทั้งปลารสเยี่ยมหายากอย่างปลาเนื้ออ่อน ปลาแดง ปลาเค้า ปลาแขยง หรือปลากราย ชาวบ้านยังเลี้ยงไก่ เป็ด วัว เพาะเห็ด ปลูกผักนานาชนิด เรียกได้ว่าถ้าไม่นับน้ำปลา น้ำตาล หรือน้ำมัน คนแถวนี้แทบจะไม่ไต้องเสียเงินค่าอาหารเลย
นอกจากวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวบ้านแล้ว สิ่งที่ทำให้ผมหลงรักที่นี่คือธรรมชาติ ที่นี่เป็นเสมือนห้องเรียนธรรมชาติที่สวยงาม ทั้งพืช สัตว์ ดิน น้ำ ลม ฝน ฯลฯ ล้วนแต่คอยบอกเล่าเรื่องราวอยู่เสมอ ที่สำคัญสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องลงทุนหรือใช้เงินซื้อมา เพราะชีวิตต่างๆ แวะมาเยือนหรือเข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่เอง และมันก็จะผลัดเปลี่ยนโฉมหน้าอยู่เสมอ
นกยางที่เฝ้ารอปลา นกแอ่นอพยพในฤดูหนาว นกกระจาบทำรังบนต้นมะพราว แมงมุมซุ่มดักเหยื่อตามใบไม้ แมลงปอบินร่อนเต็มท้องฟ้า หิ่งห้อยกะพริบแสงยามค่ำคืน ดอกหญ้าผลิบานล่อแมลง มะกอกน้ำออกลูกดกเต็มต้น เห็ดโคนขึ้นตามจอมปลวกช่วงเข้าพรรษา ดอกไม้นานาพรรณบานสะพรั่ง ผมมีความสุขกับการเฝ้าดูธรรมชาติและเรียนรู้ความหมายของชีวิตที่แฝงซ่อนอยู่
ทุกวันนี้วิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยการแข่งขันจากสังคมเมืองขยายวงออกไปกว้างมากขึ้น สังเกตได้บ้านจัดสรรที่ผุดขึ้นมาแทนที่ทุ่งนา ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิถีชีวิตในเมืองทำให้เราต้องเร่งรีบ แข่งขัน ผมไม่อาจกล่าวว่ามันไม่ดี แต่บางครั้งก็ทำให้เรารู้สึกเหนื่อย หรือหลงลืมบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวเองไป
สำหรับตัวผม การได้สัมผัสธรรมชาติหรือวิธีชีวิตที่เรียบง่าย ทำให้จังหวะการก้าวเดินช้าลง ผมไม่ต้องแข่งขันอะไรในสถานที่แบบนี้ ทำให้มีเวลาทบทวนเรื่องของตัวเองมากขึ้น แม้ชีวิตหลักยังต้องดิ้นรนและแข่งขันกันต่อไป แต่เมื่อใจของเราเปิดพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กับชีวิตที่สงบแบบนี้แล้ว ผมคิดว่ามันคงช่วยรั้งความทะยานอยาก การมุ่งหาเป้าหมาย และความเร่งรีบที่นำไปในทางเสื่อมได้บ้าง และหวังว่าทุกคนคงรู้สึกเช่นเดียวกัน
อย่างน้อยเมื่อคุณเห็นทุ่งนาเขียวชอุ่ม ลำคลองน้ำใส นกปากห่างฝูงใหญ่ ชายชราวางเบ็ดดักปลา เด็กหนุ่มเลี้ยงวัว ปลาช่อนกับลูกครอกตัวแดง ดอกหญ้าพลิ้วไหว เด็กน้อยเดินหาเห็ด หรือรอยยิ้มของชาวนาเมื่อเห็นข้าวออกรวง คุณคงไม่ใจร้ายพอที่จะทำลายสิ่งเหล่านี้ได้หรอก ใช่ไหมครับ และเมื่อคุณรักมันแล้ว มันจะทำให้ชีวิตของคุณมีอีกด้านหนึ่งที่สวยงามและอ่อนโยน
หลายคนที่ใช้ชีวิตในเมืองหลวงฝันถึงการมีบ้านสักหลังในต่างจังหวัดหรือตามชนบท เช่นเดียวกับลุงตุ้ม แต่การใช้ชีวิตในที่แบบนี้โดยได้รับความสุขที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องง่าย คงไม่ยากที่ใครจะมาปลูกบ้านอยู่ในที่แบบนี้ ขอเพียงคุณมีเงินก็ทำได้แล้ว แต่การอยู่ร่วมกับธรรมชาติและเข้าใจวิถีชีวิตของผู้คน เพื่อได้รับความสุขที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ใช้เงินซื้อได้ คุณต้องเปิดใจ เรียนรู้ และสละบางสิ่ง เพื่อให้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง...
เรื่องราวของบ้านทุ่งปลายคลองยังมีอีกมากมายที่รอให้ค้นหา มันอาจซ่อนอยู่ตามใบไม้ ในพงหญ้า ลอยไปตามสายลม หรือหล่นมากับหยาดฝน ไว้ผมจะมาเล่าให้ฟังกันในคราวต่อๆ ไปครับ
ปล.ลุงตุ้มคือพ่อผมเองครับ
